เผยแพร่:
ปรับปรุง:
เมืองไทย 360 องศา
ก็เรียบร้อยกันไปตอนเช้ามืด วันที่ 28 มีนาคม สำหรับ“หมู่บ้านทะลุฟ้า”อะไรนั่น หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขอคืนพื้นที่ หรือจะเรียกว่า”สลาย”หรือ”กวาด”ก็อาจจะใช่ หลังจากพยายามปักหลักชุมนุมที่ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล บริเวณถนนพระราม 5 มาตั้งแต่ วันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา
การสลายการชุมนุมดังกล่าว ยังมีกลุ่มที่เรียกว่า “กลุ่มภาคีเซฟบางกลอย”รวมอยู่ด้วย ซึ่งในปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ ได้จับกุมผู้ชุมนุมไปจำนวน 70 คน นำไปสอบสวนที่ บก.ตชด. ภาค 1
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่ม“เดินทะลุฟ้า”ที่มาตั้ง “หมู่บ้านทะลุฟ้า”ที่หน้าทำเนียบฯ มี 4 ข้อคือ ให้ปล่อยแกนนำราษฎรและแนวร่วมที่ถูกคุมขัง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยกเลิกมาตรา 112 และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากนายกรัฐมนตรี ขณะที่กลุ่ม“เซฟบางกลอย”มิชัดเจนนักว่ายังเรียกร้องแบบไหน เพราะที่ผ่านมา มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหา และมีการลงพื้นที่ฟังความเห็นจากรอบด้าน
แต่เอาเป็นว่าทั้งสองกลุ่มที่ชุมนุมอยู่ติดกัน มีคนเข้าร่วมแค่หลักสิบ หรืออย่างมากก็หลักร้อยเท่านั้น เรียกว่า“ปลุกไม่ขึ้น”แม้ว่าที่ผ่านมาจะพยายามทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างกิจกรรม“เดินทะลุฟ้า” จากจังหวัดนครราชสีมาเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ที่มี นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน”จำเลยในคดีความผิด มาตรา 112 และมาตรา 116 และอีกหลายความผิด ที่เวลานี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ หลังจากศาลยกคำร้องขอประกันตัว พร้อมกับพวก เช่น นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน”นายอานนท์ นำภา น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง”นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ “ไมค์”และ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นต้น
ก่อนหน้านี้กิจกรรม เดิน“ทะลุฟ้า”ของ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จากนครราชสีมา เข้าสู่กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาเกือบเดือน ทางหนึ่งก็คงหวังจะ “สร้างกระแส”ตามรายทาง ก่อนที่จะมาบรรจบกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทางพนักงานอัยการส่งฟ้องต่อศาล ในคดีตามความผิดหลายข้อหาดังกล่าว โดยเฉพาะการต่อต้าน มาตรา 112
แต่กลายเป็นว่า ไม่ได้ผล ผิดไปจากการคาดหมายค่อนข้างมาก แม้ว่าจะพยายาม“เร้า”กันเต็มที่ ใช้สื่อโซเชียลฯ สื่อในเครือข่ายเดียวกันออกโรงกันเต็มที่ แม้กระทั้งช่วงเข้าเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ก็ยังถึงขนาดมีการระดมเอา “แม่ๆ” ทั้ง“แม่เพนกิน”และ “แม่ของไผ่”มาร่วมเดิน รวมไปถึงคนอย่าง นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ“ส.ศิวรักษ์”และนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่เรียกว่า“ลากสังขาร”ออกไปร่วมเดินรณรงค์ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จด้านมวลชนอย่างใด
ความหมายก็คือ ไม่อาจสร้าง“กระแสกดดัน”ใดๆได้เลย สาเหตุอาจเป็นเพราะระดับแกนนำไม่มีความโดดเด่นจนสามารถ“เรียกแขก” ได้ดี รวมไปถึงกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่ในเวลานั้น เป้าหมายมุ่งสู่การ “ล้มล้างสถาบันฯ”ซึ่งสังคมส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย จนทำให้ภาพรวมของม็อบพวกนี้ที่ใช้สัญลักษณ์ “สามนิ้ว”อยู่ในภาวะ “เสื่อมถอย”อย่างหนัก
สังเกตได้จากในระยะหลังที่มีการนัดชุมนุมแต่ละครั้งไม่ว่าจะทำในนามชื่ออะไรก็แล้วแต่ มีมวลชนเหลือแค่หลักร้อยเท่านั้น และในระยะหลังก็เริ่มเลี้ยวไปสู่การก่อเหตุรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงพฤติกรรมที่จาบจ้วงสถาบันฯ กันแบบเปิดเผย โดยเฉพาะการชุมนุม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ท้องสนามหลวง และ การชุมนุมเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่แยกราชประสงค์ ที่ผ่านมา ที่ถือว่าแสดงออกอย่างชัดเจน
แน่นอนว่า เมื่อการแสดงที่ชัดเจน มันก็ตามมาด้วยการถูกดำเนินคดีความผิดตาม มาตรา 112 และ ความผิดตาม มาตรา 116 ที่ถือว่ามีความผิดร้ายแรง ซึ่งส่วนใหญ่กลายเป็นว่าเป็นพวก เด็กๆ ระดับนักศึกษาที่ยังเรียนหนังสือ เป็นนักกิจกรรมระดับเยาวชน ที่ได้รับข้อมูลมาอีกแบบ ไม่ใช่ระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย หรือ นักการเมืองที่ “แอบอยู่ข้างหลัง” เอาตัวรอดอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับการ “ยุให้เด็กเข้าคุก” นั่นแหละ
เพราะหลังจากพวกแกนนำม็อบสามนิ้วในชุดแรกๆ ต่างถูกคุมขังในเรือนจำ หลังจากที่ศาลไม่ให้ประกันตัว แม้จะยกข้ออ้างมาสารพัดและพยายามยื่นประกันตัวกันทุกทาง หลายครั้ง แต่ศาลก็ยกคำร้องทุกครั้ง และล่าสุดกลับกลายเป็นว่าคนพวกนี้กำลังพยายามดึงศาล มาเป็น“คู่ขัดแย้ง” พยายาม “กระทบชิ่ง”ไปถึง “สถาบันฯ” มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อวกกลับมาที่การ“สลาย”หรือการขอคืนพื้นที่กับ“หมู่บ้านทะลุฟ้า”ที่เกิดขึ้น เมื่อเช้ามืดวันที่ 28 มีนาคม มันก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เนื่องจากมีมวลชนจำนวนน้อยมาก เพียงแค่หลักสิบคน มันจึงไม่ใช่เป็นเรื่องยาก อีกทั้งการชุมนุมของกลุ่มดังกล่าว ก็ยังเป็นการ “แยกย่อย”ออกมาทำกิจกรรมต่างหาก แต่ที่ผ่านมา ถือว่าไม่น่าสนใจ ไม่อาจสร้างกระแสกดดันได้เลยแม้แต่น้อย มันก็ช่วยไม่ได้ที่เมื่อเดินทะลุฟ้าแล้วก็มา “เจอคุก”ในที่สุด !!

