
4 พ.ค.64 – เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันตอนหนึ่งว่า จากการที่มีกระแสข่าวว่ายาฟาวิพิราเวียร์ไม่เพียงพอนั้น ขอยืนยันว่ามีเพียงพอ โดยข้อมูลวันที่ 3 พ.ค. มียาฟาวิพิราเวียร์ คงเหลือ 1.6 ล้านเม็ด และกำลังนำเข้าจากญี่ปุ่นอีก 22 ล้านเม็ด ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว มี 1,106,071 ราย เข็มที่สอง 392,546 ราย
ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการประชุม ศบค.นัดพิเศษเมื่อวันที่ 3 พ.ค.มีข้อสรุปอย่างไร นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ที่ประชุมสรุปว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อบูรณาการงานโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่ถือเป็นงานใหญ่มากเนื่องจากเกิดการติดเชื้อเกินกว่าครึ่งหนึ่ง จึงต้องมีการยกระดับมาตรการขึ้นโดยจะมีการตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ โควิด-19 กรุงเทพและปริมณฑล โดยมีนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศบค.เป็นผู้อำนวยการศูนย์นี้ด้วยตัวเอง ในรายละเอียดของการตั้งศูนย์นั้นทาง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค. จะเป็นผู้ยกร่างและจะได้เสนอให้นายกฯลงนาม
นอกจากนี้ จะมีการตั้งศูนย์ควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ระดับเขตขึ้นมาด้วย โดยมีผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขตของ กทม.เป็นหัวหน้าศูนย์และรับการถ่ายทอดนโยบายต่างๆลงมา ถือเป็นการบูรณาการงานในระดับเขตของ กทม. ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการแบ่งงานไปยังฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายตรวจปฏิบัติการเชิงรุก ฝ่ายบริหารจัดการผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยง ฝ่ายบริหารจัดการพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการการฉีดวัคซีน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรใน กทม.มีประมาณ 10 ล้านคนถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับบัญชาจาก ผอ.ศบค. แล้ว ทั้ง 50 เขตจะต้องลงพื้นที่พร้อมกัน เพื่อตรวจเชิงรุก แยกกลุ่มป่วยกลุ่มเสี่ยงโดยเร็ว และมีแผนในการดำเนินการต่างๆ ออกมา เพื่อขอความร่วมมือจากประชาชนโดยเร็ว เพื่อนำไปสู่การเข้าไปอยู่โรงพยาบาลสนามที่รองรับผู้ป่วยสีเขียว และโรงพยาบาลสนามที่รองรับผู้ป่วยสีเหลือง ซึ่งในมาตรการต่างๆ เหล่านี้ทางกรมการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขจะต้องกำหนดพื้นที่ สถานที่ อุปกรณ์ทางการแพทย์ จัดลงไปให้เพียงพอเพื่อดูแลประชาชนเหล่านี้

