‘วิรัตน์ มีนชัยนันท์’ ปธ.สภา กทม. ตรวจสอบ-สนับสนุน‘ผู้ว่าฯสตรอง’
หมายเหตุ – นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงทิศทางการบริหารงานสภากรุงเทพมหานคร และการทำงานร่วมกับคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.
⦁การทำงานครั้งนี้หลังจาก 8 ปี ไม่มี ส.ก.จะเป็นอย่างไร
เป็น 8 ปี ที่รอคอยของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็น 8 ปี แห่งความหวังของคนกรุงเทพมหานคร เพราะว่า 8 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ประชาชนถามว่า ส.ก.หายไปไหน เวลาเดือดร้อน เขาก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอย และถามเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงเกิดน้ำท่วม เกิดโรคโควิด-19 ระบาด
สิ่งนี้ ประกอบกับกระแสของผู้ว่าฯกทม. ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนมากขึ้นการเลือกตั้งครั้งนี้คนออกมาใช้สิทธิ ตั้งความหวัง ทั้งผู้ว่าฯกทม. ประชาชนเทคะแนนไปให้ผู้ว่าฯชัชชาติคนเดียว ปรากฏการณ์แบบนี้ น้อยครั้งจะเห็น ส่วนของส.ก.ก็เช่นกัน รอบนี้อดีต ส.ก.ลงแข่งขันก็สอบตกไปมากเหมือนกัน
ผมในฐานะเป็นทั้งอดีต ส.ก. และรอบนี้ได้รับการเลือกจากเพื่อนสมาชิกให้เป็นประธานสภา กทม. ดำรงตำแหน่งนี้มีวาระ 2 ปี แล้วเลือกกันใหม่ ก็มีความตั้งใจ เราทำงานร่วมกับ ส.ก.มาใหม่ อายุน้อยและส.ก.เก่าอีกจำนวนหนึ่ง สภา กทม.ชุดนี้ ส.ก.มี 50 คน ผสมกันทั้งเก่าใหม่ อายุมาก อายุน้อย หลากหลายพรรคกลุ่มการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกลพรรคประชาธิปปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย และกลุ่มรักษ์กรุงเทพ โดยมีผู้ว่าฯกทม.ที่ประชาชนให้คะแนนกว่า 1.3 ล้านเสียง รอความหวังและติดตามงานของท่าน สภา กทม.เองก็ต้องขับเคลื่อนไปให้ทัน เพื่อให้สมกับที่ประชาชนตั้งใจเลือกเรามา
ผมได้พูดคุยกับเพื่อนสมาชิก ส.ก.ทุกคน โดยเฉพาะสมาชิกในพรรคเดียวกันอย่างพรรคเพื่อไทยว่า แม้ในครั้งนี้ ท่านจะเข้ามาใหม่ ไม่มีประสบการณ์เลย ท่านก็ต้องตั้งใจ ขยัน และดึงประสบการณ์ที่มีจากภาคเอกชน เอามาใช้ อย่าลืมว่า ตอนนี้ระบบราชการไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ต้องปรับตัวให้เท่ากับยุคสมัยด้วย ทุกคนก็ตั้งใจดี ตอนนี้ก็เริ่มจะขะมักเขม้น ศึกษาเรื่องข้อบัญญัติงบประมาณ วันที่ 20 มิถุนายนนี้ สำนักงบประมาณนัดหมายว่า จะนำส่งเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 มาให้กับทางสภา กทม.ได้ศึกษาและทบทวนรายละเอียดอย่างเป็นทางการ
น่าสังเกตว่า สภา กทม.รอบนี้ ไม่มี ส.ก.ที่มีแบบอิสระ แต่จะมีมาจากหลายพรรค/กลุ่ม มองว่าพรรคการเมืองกลับมามีบทบาทในท้องถิ่นมากขึ้น ที่เราบอกว่าท้องถิ่นจะไม่เกี่ยวกับการเมืองระดับชาติ ผมว่าไม่ใช่แล้ว คนกรุงเทพฯไม่ได้มองแบบนั้น คนกรุงเทพฯมองการเมืองระดับชาติว่าจะต้องสอดคล้องกับระดับท้องถิ่นเลยเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนเลือกแบบนี้ แต่ยืนยันว่า ส.ก.ทุกคนมีความเป็นอิสระทางความคิดแน่นอน
⦁บทบาทของสภา กทม.รอบนี้เป็นอย่างไร ภารกิจแรกคืออะไร
วันที่ 6 กรกฎาคมนี้ เป็นการเปิดประชุมสภา กทม.สมัยสามัญประจำปี 2565 สมัยที่ 3 (ใน 1 ปี จะมี 4 สมัย) จะนำเอาเอกสารงบประมาณประจำปี 2566 มาบรรจุในสมัยประชุมสามัญวันที่ 6 กรกฎาคมนี้จะเป็นวันเริ่มประชุมวันแรกของ ส.ก.ทั้ง 50 คน จะเริ่มพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่รูปแบบการประชุมจะเปลี่ยนไป ก่อนพิจารณาเรื่องอื่นๆ สภา กทม.จะให้เวลา ส.ก.คนละ 2 นาที อภิปรายถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ที่ประชุมสภา กทม.ได้รับทราบอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้นำข้อมูลไปพิจารณาช่วยเหลือดูแลประชาชน
ส.ก.มีหน้าที่ดูแลและใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จากเดิมมีสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ใกล้ชิดประชาชนที่สุด แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เราเลยเป็นตัวแทนประชาชนที่ใกล้ชิดที่สุดในขณะนี้ ที่สำคัญเราไม่มีผู้ช่วย ส.ก. ในทุกเขตจะมี ส.ก.เป็นตัวแทนประชาชนต้องทำหน้าที่เพียงคนเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องท้าทายมาก สิ่งที่ประชาชนคาดหวังทั้งการประชุม การออกกฎหมาย ลงพื้นที่ดูแลประชาชน นำความเดือดร้อนมาบอกกล่าวกันในสภา กทม.
เรายังมีเรื่องของการประชุม เนื่องจากการประชุมคณะกรรมการสามัญ เมื่อก่อนมี 11 คณะ ตอนนี้มี 12 คณะ ในสมัยก่อนการออกไปประชุม ออกไปพบปะ ไปแก้ปัญหา ฟังแนวทางการบริหารจัดการระดับเขต จะมีเวลาค่อนข้างจำกัด ไม่สอดคล้องกับเวลาทำหน้าที่ เพราะเราใช้ทรัพยากร ส.ก.สิ้นเปลือง ไม่คุ้ม การที่เราตั้งคณะมามากเกินไป ตอนนี้หากไม่จำเป็นจะไม่ตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพราะรอบนี้สมาชิกสามารถเลือกคณะที่สนใจได้ 3 คณะ และยังมีคณะอนุฯ สามารถเลือกได้ตามจำนวนคณะใหญ่ที่เลือก เพื่อให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่
การประชุมสภา กทม.ค่อนข้างจำกัด การทำหน้าที่ต่างๆ บุคลากรก็จำกัดอีก สัดส่วนก็ไม่บาลานซ์กัน ทั้งเจ้าหน้าที่ธุรการ แม่บ้าน ก็มีน้อย เพราะฉะนั้นโดยหลักใหญ่ของสภา กทม. จะเป็นการประชุมมากกว่า ส่วนการแก้ไขข้อบัญญัติ คนจะเป็นอนุฯ ชุดใดได้ ข้อจำกัดนี้รวมไปถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปีด้วย วิสามัญเองก็โดนด้วย เลยเป็นที่มาว่า เราต้องตั้ง ส.ก.เต็มคณะ มีแค่ผมในฐานะประธานสภาและรองประธานสภาอีก 2 คน รวม 3 คน ไม่ได้ลงไปนั่ง ไม่ได้อยู่ในคณะไหนเลย จะให้สิทธิ ส.ก.ที่เหลือ 47 คน อยู่คนละ 3 คณะเท่านั้น ไปตั้งหัวข้อการประชุม
⦁มีการตกลงหรือไม่ว่าพรรค/กลุ่มใดได้ดูแลกี่คณะ
ขณะนี้ตกลงเรียบร้อยแล้วทั้ง 12 คณะ เป็นสัดส่วนความรับผิดชอบตามจำนวนสมาชิกของแต่ละพรรค/กลุ่ม มี ส.ก.มาก ก็จะมีคณะมาก โดยพรรคเพื่อไทยมีสัดส่วนสมาชิก 20 คน ก็จะได้ 5 คณะ ได้แก่ ตรวจรายงานการประชุม, กิจการสภา กทม., การสาธารณสุข, การปกครอง และเศรษฐกิจการคลัง งบประมาณ พรรคก้าวไกล 3 คณะ ได้แก่ การระบายน้ำ, รักษาความสะอาด และการศึกษา พรรคประชาธิปัตย์ 3 คณะ ได้แก่ การโยธาและผังเมือง, พัฒนาชุมชน และการจราจร ที่เหลือคือ พรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มรักษ์กรุงเทพ ได้ 1 คณะ คือ การพัฒนาชุมชน
ตอนนี้ ได้ให้รวบรวมเอกสารการประชุมทั้งหมดในแต่ละคณะ เพื่อนำมาศึกษาว่าคณะกรรมการสามัญชุดที่ผ่านมา เขาศึกษาอะไรไปแล้วบ้าง จะได้ไม่เสียเวลาไปศึกษาเรื่องเก่า
ประชุมสภา กทม.ครั้งนี้ จะเป็นอีกมิติหนึ่งคือ จะมีการถ่ายทอดสดด้วย จะมีบรรยากาศคล้ายการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีห้องสังเกตการณ์ให้สื่อมวลชน ต่อไปนี้จะมีการถ่ายทอดสดทุกการประชุม ส.ก.จะได้แสดงบทบาทหน้าที่ให้ประชาชนได้เห็นถึงความสามารถ ผมว่าอาจจะดุเดือดกว่าสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้เราจะอภิปรายวาระที่ 1 ใช้เวลา 2 วัน ต้องรอดูว่าเนื้อหาจะเข้มข้นขนาดไหน
เท่าที่ทราบ ตอนนี้ ส.ก.เริ่มทำการบ้าน ไปศึกษาดูข้อบัญญัติเก่าๆ เริ่มพูดคุยเก็บข้อมูลกับผู้อำนวยการเขตที่รับผิดชอบ ได้บอกกันแล้วว่า หากสำนักงานเขตไหนไม่ให้ความร่วมมือให้ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณ ให้รีบแจ้งเข้ามาเพื่อจะประสานงานกันไปตามลำดับ เพราะต่างคนต่างใหม่กัน แต่ต้องทำงานร่วมกัน
⦁การถ่ายทอดสดเฉพาะการพิจารณางบประมาณหรือทุกเรื่อง
เราจะถ่ายทอดทุกการประชุมทุกครั้ง แต่ตอนนี้เรื่องการพิจารณางบประมาณจะให้เวลา 2 วัน เพราะปีนี้งบประมาณ 79,000 ล้านบาท เงินภาษีของคนกรุงเทพฯทั้งนั้น และอีกส่วนที่รัฐบาลอุดหนุนเข้ามาอีก เพราะฉะนั้นเงินเกือบแสนล้านบาท เป็นเงินมหาศาล การพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นเรื่องควรกระทำ ไม่ใช่ปล่อยผ่านไป การติติง การตั้งข้อสังเกตวาระที่ 1 จึงเป็นเรื่องสำคัญ วาระที่ 1 เมื่อเอกสารงบประมาณเข้ามา เรามีเวลาถึงวันที่ 6 กรกฎาคมนี้ เพื่อให้สมาชิกได้ศึกษา ดูข้อมูลของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หากเจอจุดบกพร่อง เจอจุดพิจารณา จะได้บอกกล่าวกัน ในการพิจารณารายจ่ายจะมีเวลาอยู่ที่ 45 วันต่อเนื่อง
⦁การพิจารณางบรอบนี้ ผู้ว่าฯชัชชาติขอเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
ตอนนี้ไม่มีรายการไหนที่ผู้ว่าฯกทม.ขอเปลี่ยนแปลง เพราะงบปี 2566 จัดทำเสร็จก่อนจะมีการเลือกตั้ง ถ้าไปรื้อใหม่ จะไม่ทันก่อน 90 วัน ก่อนใช้งบในปีถัดไป สภา กทม.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพราะมีกรอบเวลากำกับอยู่ ปีนี้ท่านผู้ว่าฯกทม.ต้องไปคิดโครงการของท่านไว้ แต่อาจจะได้บ้างในบางโครงการ ส่วนสภา กทม.พิจารณาว่าไม่จำเป็น หรือทำไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ หากตัดงบไปแล้ว แต่ไม่มีการนำโครงการสำรองกลับเข้ามา อาจไปดูโครงการที่ข้าราชการสำรองเอาไว้ กับมีโครงการตามการหาเสียงของผู้ว่าฯกทม.ใดบ้าง ตรงกับภารกิจของ กทม.ก็ไปหยิบมาใส่แทนได้ เราเรียกสั้นๆ ว่า แปรญัตติ แต่ ณ เวลานี้ ก็ยังบอกไม่ได้ว่า จะตัดสิ่งใดบ้าง เพราะไม่ได้ตั้งเป้าไว้ และไม่สามารถตั้งเป้าได้ เพราะต้องไปดูเนื้อหาสาระของงบประมาณรายจ่ายอีกที
⦁สภา กทม.และคณะผู้บริหาร กทม.ใหม่ทั้งคู่ จะทำงานร่วมกันได้หรือไม่
ไม่น่าจะมีปัญหา ที่ผ่านมาต่างก็มีบทบาทหน้าที่กันไป สภา กทม.เป็นฝ่ายตรวจสอบ และสนับสนุน หรือไม่สนับสนุน หรือแนะนำ ฝ่ายบริหารจริงๆ คือผู้ว่าฯกทม. มีข้าราชการเป็นเจ้าหน้าที่บุคลากรผู้ปฏิบัติ สอดคล้องกันอยู่ ก็เข้าไปดูว่าทำงานอย่างไร ได้อะไร ข้อเท็จจริงตามหนังสือเป็นอย่างไร หากจริงก็สนับสนุน หากไม่จริง ทำไม่ได้ก็บอกวิธีแก้ไข ก่อนเริ่มทำต่อ ก็มีความร่วมมือกันอยู่ และมีหลายครั้งได้ผู้ว่าฯกทม.อิสระ ไม่ได้สังกัดการเมือง ก็ดี ไม่ใช่ผู้ว่าฯของใคร แต่เป็นคนของประชาชน สนับสนุนก็ได้ ไม่สนับสนุนก็ได้
หากผู้ว่าฯกทม.มาจากพรรคการเมือง และพรรคการเมืองส่ง ส.ก.ด้วย ก็จะเหมือนสภา มีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เหมือนทุกครั้งที่เคยเห็น ก็จะมีเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ครั้งนี้บรรยากาศมันไม่ใช่ มันเป็นอิสระ การทำงานเช่นกัน ไม่ต้องไปบอก ผมจะอภิปรายผู้ว่าฯ ท่านนะ ท่านจะว่าอย่างไร ท่านเป็นประธาน เลื่อนก่อน รอบนี้ก็จะไม่มี ทุกคนทำงานแบบสบายใจ ไม่แบ่งพรรคพวก เราเป็นสภา กทม. อย่างตอนเลือกประธานสภา กทม.ก็ยกมือพร้อมกันหมด ไม่มีใครไม่ยกมือ ผมว่ามันเป็นประชาธิปไตยที่ดี พรรคที่ได้คะแนนที่มี ส.ก.มากสุด ก็จัดตั้งประธานสภา กทม.เป็นไปอย่างดี เป็นระเบียบเรียบร้อย
⦁มอง กทม.นับจากนี้ไปเป็นอย่างไร จะเดินไปทิศทางไหน
ผมว่าเป็นการผสมผสาน ผมเองก็เป็น ส.ก.เก่า ส.ก.ใหม่ก็เข้ามาเยอะ ผมว่าคนกรุงเทพฯ ก็อยากเห็นการผสมผสานทั้งเก่า-ใหม่ แนวความคิด ปรัชญาส่วนตัวของแต่ละคน บรรยากาศครั้งนี้ มันแตกต่าง ทำให้เห็นภาพกรุงเทพฯต่อไปว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะเป็นสิ่งที่กรุงเทพฯ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ทั้งนั้นบางครั้งไม่ได้รับการสนับสนุน มันต้องใช้งบประมาณ หลายสิ่งหลายอย่าง ที่อยากเห็นมันต้องได้รับการสนับสนุน
ผู้ว่าฯชัชชาติ คนกรุงเทพฯ คาดหวังกันเยอะมาก เพราะคะแนนที่ได้รับกว่า 1.3 ล้าน คะแนนที่ชนะคู่แข่งท่านอื่นๆ เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมาย กลายเป็นว่าคนกรุงเทพฯ ตั้งความหวังไว้มาก ตั้งใจมากว่า มันจะต้องเกิดอะไรขึ้นมาใน 200 กว่านโยบายของผู้ว่าฯชัชชาติ ดังนั้น น้ำหนักในการทำงานจะไปเกิดกับท่านผู้ว่าฯชัชชาติมากกว่า ต้องดูว่าสิ่งที่ท่านมีแรงกดดัน ความคาดหวัง ท่านจะทำอย่างไร สภา กทม.มีหน้าที่ตรวจสอบ แนะนำ สนับสนุน คัดค้าน คอยช่วยท่านได้ ในสิ่งที่เห็นว่าถูก เตือนในสิ่งที่ทำแล้วจะมีปัญหาเกิดขึ้น ท่านมีทีมงาน เราก็มี ข้อมูลที่มี ก็เอามาแลกเปลี่ยนกัน
ผมว่าตัวผู้ว่าฯชัชชาติเองก็สตรอง (แข็งแรง) อยู่แล้ว ทีมที่ท่านแต่งตั้งขึ้นมาก็เข้มแข็ง สภา กทม.เองก็ให้กำลังใจท่าน การทำงานให้ประชาชนมันสำคัญที่สุด พี่น้องประชาชนต้องได้รับผลประโยชน์สูงสุด ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯจะแข็งแรงตามไปกับผู้ว่าฯชัชชาติ ในอนาคตถ้าท่านสามารถพัฒนาหรือทำได้ทั้ง 200 กว่าโครงการ กรุงเทพฯจะเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เพราะ ณ ขณะนี้ท่านนำทีมมาบริหารได้เพียงไม่กี่วัน กรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนไปหลายจุดแล้ว
วันนี้ ทุกอย่างที่ท่านผู้ว่าฯชัชชาติพูดออกมา มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปหมด ยกตัวอย่าง ดนตรีในสวน ตอนนี้กระจายไปทั่ว คนกรุงเทพฯได้เห็นถึงพลังของท่าน และให้การต้อนรับ และอยากให้ท่านรีบทำสิ่งที่ท่านคิดเอาไว้ตอนนี้ สภา กทม.เรายินดีช่วยและสนับสนุน ก่อนหน้านี้ ในช่วงโรคโควิด-19 ระบาดแรกๆ คนกรุงเทพฯ เราเคยผิดหวังกับ กทม. คนจะต้องหนีกลับต่างจังหวัด เพราะเราช่วยเขาไม่ได้ คนนอนตายข้างถนน กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงที่สิ้นหวัง แต่นาทีนี้ คนกรุงเทพฯ เริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง สิ่งที่ดี ท่านต้องรีบทำ ดูนโยบายของกันและกัน หากตรงกันรีบทำเถิด”

