เพราะเป็น “โอกาสทอง” ที่จะแก้วิกฤต
และยังยกสุภาษิตตะวันออกเรื่อง “ลงจากหลังเสือ” โดยไม่แคล้วคลาดเสียด้วย
3 เวทีใหญ่ในอาเซียนปลายปีนี้เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ และเป็นโอกาสที่ไทยเราจะได้แสดงบทบาทระดับโลกร่วมกับเพื่อนอาเซียนของเราคืออินโดนีเซียและกัมพูชา
ผมเชื่อว่าไม่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันศุกร์นี้จะออกมาในรูปไหน ไม่ว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศหรือไม่…ความสำคัญอยู่ที่รัฐบาลไทยจะต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดฯ และนายกฯ ฮุน เซน ของกัมพูชา
เพื่อให้ “โอกาสทอง” ที่ว่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
เพราะพลาดจากจังหวะนี้ก็จะไม่มี “ความสอดคล้องโดยไม่บังเอิญ” ของการประชุมระดับโลก 3 เวทีนี้เกิดขึ้นอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้
กระทรวงต่างประเทศไทยรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา คุณดอนขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 77 โดยกล่าวถึงเวทีสำคัญ 3 เวทีที่จะมีขี้นในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน ประกอบด้วย
หนึ่ง พนมเปญ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน
สอง บาหลี ในช่วงการประชุม G20
และสาม กรุงเทพมหานคร ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก
ว่าเป็นโอกาสแรกและโอกาสทองให้แก่ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ทั้งหมดของวิกฤตยูเครนได้มารวมตัวกัน
คุณดอนได้ยกคำกล่าวในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านั้นของนายโจเซฟ บอร์เรล ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงที่ระบุว่า
อย่ามองข้ามความเป็นไปได้ของการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในวิกฤตยูเครน
“ผมอยากกล่าวถึงสุภาษิตของชาวตะวันออกเกี่ยวกับการขี่หลังสัตว์ในเชิงสันทนาการ ซึ่งผมขอใช้เสือเป็นตัวอย่างในบริบทนี้ การขี่หลังเสืออาจเป็นเรื่องที่สนุกและท้าทาย แต่คงไม่มีใครที่อยากจะสนุกกับการขี่หลังเสือนั้นต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น คำถามที่อาจเกิดขึ้นในใจคือ เราจะลงจากหลังเสืออย่างไรให้แคล้วคลาด โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าเสือตัวนั้น” คุณดอนกล่าว
รองนายกฯ และ รมว.กต.กล่าวว่า คำถามดังกล่าวเป็นเรื่องลำบากใจที่จะตอบ
จึงมีข้อเสนอที่ได้ประมวลจากเหตุปัจจัยทั้งปวง และไม่ได้หลุดไปจากสัจนิยมทางการเมืองระหว่างประเทศว่า
ทางออกหนึ่งที่ดูเหมือนจะสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนก่อนสุดท้ายของปีคือ การสร้างโอกาสแรกและโอกาสทองให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดของวิกฤตยูเครนได้รวมตัวกัน ณ 3 แห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะผู้ที่มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมอย่างชอบธรรม
คุณดอนกล่าวว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดสามารถเลือกพบกันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งข้างต้น หรือทั้งหมดตามแต่ความเหมาะสม เพื่อหารือทางออกที่เป็นไปได้สำหรับวิกฤตความตึงเครียดระดับโลกในยูเครน
ขณะที่สหประชาชาติ ในฐานะองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทและกลไกที่เกี่ยวข้องในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของโลก สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามหาทางออกร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียข้างต้น
คุณดอนกล่าวทิ้งท้ายด้วยการแสดงความหวังว่า เหล่ามหาอำนาจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะไม่ปล่อยให้โอกาสทองในการแก้ไขปัญหาวิกฤตยูเครนครั้งนี้ผ่านไป
ขณะที่เขียนอยู่นี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ จะยอมเปลี่ยนใจบินมาร่วมวงกับ APEC หรือไม่ยังไม่ทราบ
เพราะกระทรวงต่างประเทศไทยกำลังพยายามตื๊อให้ไบเดนแวะมากรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง
แทนที่จะส่งรองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส มาแทน
เพราะข่าวทำเนียบขาวอ้างว่าไบเดนติดงานแต่งงานของหลานสาวที่จะจัดที่ทำเนียบขาวในช่วงนั้น
โดยที่ไบเดนจะมาร่วมประชุมสุดยอด G-20 ที่บาหลี 15-16 พฤศจิกายน แต่จะไม่บินมากรุงเทพฯ สำหรับการประชุม APEC วันที่ 18-19 พฤศจิกายน
หากไบเดนไม่มากรุงเทพฯ คงจะเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้บอกผ่านรัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ว่าหากไม่มีเหตุสุดวิสัยจริงๆ ก็จะมาร่วมประชุม APEC ที่กรุงเทพฯ
เพราะจีนเห็นความสำคัญของบทบาท APEC สำหรับโลกและภูมิภาคนี้
มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ก็จะมาร่วมประชุมที่กรุงเทพฯ ด้วย
หากอเมริกาส่งรองประธานาธิบดีแฮร์ริสมาแทนไบเดน ก็จะเป็นการพลาดโอกาสที่จะแสดงความจริงใจของอเมริกาในการแสวงหาทางออกจากวิกฤตสงครามยูเครน
เพราะไม่แน่ว่า สี จิ้นผิง และปูตินจะได้เจอไบเดนที่พนมเปญและบาหลีหรือไม่
ไทยต้องถือโอกาสที่ระดมสรรพกำลังและใช้กลไกทางการทูตทุกช่องทางเพื่อบรรลุเป้าหมายของการทำ “โอกาสทอง” ระดับโลกนี้ให้เกิดขึ้นให้จงได้!.

