ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2564 ฝ่ายค้านเริ่มขับเคลื่อนกระแสเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และกำลังขยายข้อเรียกร้องอย่างกว้างขวางมากขึ้น ในลักษณะทวงสิทธิเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ให้แก่ชาว กทม. โดยอ้างว่ารัฐบาลต้องเร่งจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ให้เร็วที่สุด
เนื่องจากวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ได้สิ้นสุดลงนานนักหนาแล้ว และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ก็ได้ทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. โดยที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งของชาวกรุงเทพฯ มาเป็นเวลานานแล้ว
เมื่อเกิดข้อเรียกร้องเช่นนี้ขึ้น รัฐบาลก็อ้างว่ายังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้ เนื่องจากบ้านเมืองยังไม่สงบและยังมีการชุมนุม มีความแตกแยกกันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หากจัดการเลือกตั้งแล้วก็อาจจะเกิดปัญหาความวุ่นวายขึ้นมาได้
ก็เป็นการอ้างความหวาดกลัวหรือความเกรงกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อครั้ง กปปส. จัดการชุมนุมแล้วล้มการเลือกตั้ง อันเป็นเหตุให้ความขัดแย้งขยายตัวและในที่สุดก็เป็นเหตุให้ คสช. เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
ดังนั้นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะเอาอย่างไรกันแน่ คือรัฐบาลจะอ้างเหตุไม่จัดการเลือกตั้งโดยข้ออ้างดังกล่าว
ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด หรือขึ้นอยู่ตามแต่อำเภอใจของรัฐบาล หรือว่าจะต้องรีบจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เพราะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สิ้นสุดลงไปนานแล้ว
ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีทางออกทางใดทางหนึ่ง ไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์หยุดนิ่งต่อไปได้ เพราะขณะนี้อาการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านนั้นก็ได้รับการขานรับจากชาวกรุงเทพฯ อย่างกว้างขวาง และกำลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ลาออกจากตำแหน่งเพื่อให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยเร็วที่สุด ซึ่งเป็นแรงกดดันอยู่ในขณะนี้
ที่ว่าเป็นแรงกดดันก็เพราะว่ามีการกล่าวหาว่ามีการสมคบกันเผด็จอำนาจ รวบอำนาจ และละเมิดสิทธิเลือกตั้งของประชาชนชาวกรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นข้อหาติดตัว พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ต่อไปว่าเป็นพวก คสช. และแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งในกรณีที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง จะสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งหนึ่ง
เพราะบรรดาความรักความแค้นทั้งหลายที่ชาวกรุงเทพมหานครมีต่อ คสช. อย่างไรก็จะมาลงบัญชีความรักความแค้นของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ได้ และถ้าพลังความแค้นมีมากก็จะทำให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง หมดโอกาสที่จะกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้งหนึ่ง
เพราะถ้าหากตัดสินใจลาออกก็เท่ากับประกาศตนต่อสาธารณะว่าเป็นการลงสมัครโดยอิสระไม่อยู่ใต้อาณัติของ คสช. ความรักความแค้นนั้นก็จะไม่มาลงบัญชีเอากับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง
นอกจากนั้น ยังมีทีท่าว่าฝ่ายค้านอาจจะใช้สิทธิ์ทางศาล ไม่ว่าการดำเนินการทางศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ถอดถอนผู้มีอำนาจหน้าที่ทางการเมืองที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่ง หรือใช้สิทธิ์ทางศาลดำเนินคดีอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและขอให้ศาลสั่งคณะรัฐมนตรีจัดการเลือกตั้ง หากไม่ดำเนินการก็ให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นมติให้จัดการเลือกตั้ง
ซึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป
แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกฎหมาย จึงต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายในเรื่องนี้ก็จะทำให้เข้าใจเรื่องราวได้กระจ่างแจ้งยิ่งขึ้น
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นั้นก็เป็นการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายการปกครองท้องถิ่น ซึ่งกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ว่าฯ กทม. ไว้ และเมื่อวาระสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยประการใดก็ต้องจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ตามกฎหมาย และมีรัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับเรื่องดังกล่าวเอาไว้ด้วย
หมายความว่าถ้าหมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.แล้วไม่จัดการเลือกตั้ง ก็เป็นการฝ่าฝืนทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายท้องถิ่น
ต่อมาเมื่อมีการยึดอำนาจก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายท้องถิ่นในระยะเฉพาะกาลว่าให้เป็นอำนาจของ คสช. ที่จะกำหนดการเลือกตั้งท้องถิ่น และถ้าไม่มี คสช. แล้วก็ให้เป็นหน้าที่คณะรัฐมนตรี
จึงหมายความว่าบัดนี้เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อหมดวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว
เหตุผลของฝ่ายรัฐบาลที่ยังไม่จัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คือขณะนี้บ้านเมืองยังไม่สงบ ยังมีการแตกแยก มีการชุมนุม และอาจมีเหตุวุ่นวายขึ้นถ้าหากมีการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
เหตุผลดังกล่าวนี้ไม่ใช่เหตุผลที่จะยกเว้นหน้าที่ตามกฎหมายที่จะไม่จัดการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงต้องทบทวนดูให้ดีว่าการไม่จัดการเลือกตั้งโดยไม่มีข้ออ้างตามกฎหมายจะเกิดผลอย่างไรต่อไป ซึ่งอาจจะเข้าทางที่ฝ่ายค้านจะใช้สิทธิ์ทางศาลก็ได้
แม้เหตุผลที่อ้างว่าบ้านเมืองยังไม่สงบ ยังมีการแตกแยกกัน ยังมีการชุมนุมกันในหลายพื้นที่ หากจัดการเลือกตั้งก็อาจเกิดเหตุวุ่นวายนั้น เหตุผลข้อนี้จะฟังขึ้นหรือไม่เพียงใด
เพราะฝ่ายค้านก็อ้างเหตุผลเช่นเดียวกันว่าข้ออ้างไม่จัดการเลือกตั้งของรัฐบาลนั้นไม่มีเหตุผลและไม่เป็นความจริง
เพราะเวลาที่ผ่านมาก็มีการจัดการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศมาแล้ว หลังจากนั้นก็มีการเลือกตั้งซ่อม สส. แทนตำแหน่งที่ว่างลงหลายครั้ง ก็ไม่มีเหตุสับสนวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้น
นอกจากการเลือกตั้ง สส. แล้ว ก็ยังมีการเลือกตั้งนายก อบจ.ทั่วประเทศมาแล้วและล่าสุดก็มีการเลือกตั้ง อบต.
ทั่วทั้งประเทศมาแล้ว
การเลือกตั้งทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นล้วนเกิดขึ้นหลังจากวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สิ้นสุดลง และปรากฏว่าการจัดการเลือกตั้งไม่ได้มีปัญหาใดๆ
เพราะทุกพื้นที่ทั่วประเทศไม่มีใครขัดขวางการเลือกตั้งเหมือนเมื่อครั้งที่ กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งในยุครัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลย
ความจริงจากการเลือกตั้งต่างๆ ที่ผ่านมาดังกล่าวนั้นเป็นความจริงที่โต้แย้งไม่ได้ และทำให้ข้ออ้างของรัฐบาลที่ไม่จัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นั้นฟังไม่ขึ้น
ดังนั้นเมื่อข้อปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติก็มีความชัดเจนในการที่ต้องจัดการเลือกตั้งเมื่อวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สิ้นสุดลง และไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่จัดการเลือกตั้งดังความจริงที่ปรากฏจากการเลือกตั้งทุกประเภทที่ผ่านมา จึงเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่ต้องจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ให้เร็วที่สุด
ยิ่งหน่วงเหนี่ยวหรือละเว้นไม่จัดการเลือกตั้งนานไปเท่าใด บรรดาความรับผิดชอบทั้งหลายและแรงกดดันสารพัดสารพันก็จะไหลทะลักมาสู่รัฐบาล และจะทำให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นว่าการไม่จัดการเลือกตั้งเป็นหวงอำนาจ เป็นการรวบอำนาจ
ซึ่งความจริงก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะในปัจจุบันนี้ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. ไปตามที่กฎหมายบัญญัติเพื่อผลประโยชน์ของชาวกรุงเทพฯ และประชาชนทั่วประเทศด้วยกันทั้งสิ้น
พิจารณาดูกันให้ดีเถิดก็จะไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ที่จะบังเกิดแก่รัฐบาลจากการที่หน่วงเหนี่ยวถ่วงรั้งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เอาไว้เลย
ที่สำคัญคือกระแสทางการเมือง ยิ่งถ่วงการเลือกตั้งไปนานเท่าใดภาพลักษณ์ของรัฐบาลก็จะเสื่อมเสียลงไปมากเท่านั้น และยิ่งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เข้าใกล้กับระยะที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่มากเท่าใดก็จะเป็นกระแสส่งผลถึงกันที่อาจทำให้การเลือกตั้งทั่วประเทศและกระแสการรวมตัวกันทางการเมืองเพื่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่พลิกผันไปจากความคิดหรือแผนการทั้งหลายที่มีการวางไว้อย่างแยบยลก็ได้

