นับเป็นข่าวดี เมื่อทาง กรุงเทพมหานคร จะทำการต่อสัญญากับ มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ดูแล หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ต่อไปอีก 10 ปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีกระแสหลายฝ่ายต่างเป็นห่วง
ต่อพื้นที่ศิลปะแห่งนี้ ถึงเรื่องงบประมาณในการอุดหนุนหอศิลป์ จนต้องมีการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือ
การต่อสัญญาครั้งนี้จึงเป็นแนวโน้มที่ดี สำหรับคนในวงการศิลปะและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะมีการวิจัยกับชุมชนที่อยู่โดยรอบถึงทัศนคติต่อหอศิลป์ ที่เป็นไปในเชิงบวก ที่สำคัญยังถือเป็นหน้าตาของเมืองหลวง ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

กทม.ต่อสัญญา-หนุนงบประมาณ
ทีมข่าว 1/4 Special Report ได้มีโอกาสไปนั่งพูดคุยกับ นางลักขณา คุณาวิชยานนท์ กรรมการบริหาร ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ว่า จากการประชุมร่วมกันครั้งล่าสุดที่ผ่านมา คณะกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้เข้าพบ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และตัวแทน ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการหารือในประเด็นการต่อสัญญาของมูลนิธิในการดูแลหอศิลป์ ที่กำลังจะหมดลงในเดือน ส.ค. 64 การหารือเป็นไปด้วยดี ที่ประชุมมีมติต่อสัญญา ด้วยการให้มูลนิธิบริหารจัดการหอศิลป์เหมือนเดิมอีก 10 ปี แต่ก่อนจะถึงกำหนดต่อสัญญาเดือน ส.ค.นี้ มูลนิธิฯจะมีการสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อแทนชุดเดิมที่หมดวาระในวันที่ 30 พ.ค. 64 เพื่อให้มีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
“หลังจากได้คณะกรรมการมูลนิธิชุดใหม่แล้ว จะมีการทำการยกร่างข้อตกลงร่วมกับ กทม. โดยในร่างจะมีการทำงานร่วมกันระหว่าง กทม. และคณะกรรมการมูลนิธิชุดใหม่ เพื่อหารือถึงประเด็นที่ติดขัดที่ผ่านมา เช่น งบประมาณอุดหนุนที่ทางสภา กทม.ทักท้วงมาก่อนหน้านี้ และถ้าจะเดินหน้าต่อไปได้อีก 10 ปี ตามสัญญาจะต้องปรับแก้ข้อบังคับในหมวดใดบ้าง เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น”
โดยตอนนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำงานควบคู่กันในการสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่ และหารือร่วมกันเรื่องสัญญาใหม่ ซึ่งท่าน
ผู้ว่าฯ กทม. ให้แนวทางว่า ไม่จำเป็นจะต้องรอให้หมดสัญญาในเดือนสิงหาคม เพราะตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กทม.จะต่อสัญญาแน่นอน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการมูลนิธิชุดใหม่ ที่จะต้องให้เสร็จสิ้นก่อนคณะกรรมการชุดเก่าหมดวาระ เพื่อให้มูลนิธิดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น

สัญญาณดี 2 ฝ่ายเข้าใจถึงบทบาท
นางลักขณา กล่าวต่อว่า เรื่องงบประมาณอุดหนุนจาก กทม.ที่จะมีการพิจารณางบในปี พ.ศ. 2565 จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเงินอุดหนุน สำหรับหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ใน กทม. จะมีการหารือกันอีกครั้ง โดยตอนนี้ทางหอศิลป์ได้กลับมาทำข้อมูลใหม่เกี่ยวกับงบประมาณอุดหนุน เพื่อชี้แจงให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมายังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างกันในการของบประมาณอุดหนุน เนื่องจากมีการแก้ไขข้อตกลงไปเมื่อปีที่แล้วว่า ถ้าหากหอศิลป์ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถขอทุนอุดหนุนจาก กทม.ได้ ส่วนงบประมาณในปี 2564 ที่มีการพิจารณาผ่านไปแล้ว มีการอนุมัติเงินอุดหนุนเพียงค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่ง กทม. แสดงความเห็นใจ และเตรียมช่วยเหลือในกิจกรรมระดมทุนต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือหอศิลป์
ขอขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงหอศิลป์ โดยเสียงสะท้อนก็เป็น

สิ่งที่เราต้องกลับมาแก้ไข ตอนนี้อยากให้มั่นใจได้ว่า การสื่อสารระหว่างหอศิลป์กับทาง กทม. กลับมาอยู่ในความเข้าใจกัน ซึ่ง กทม.ก็เข้าใจถึงบทบาทในการสนับสนุน นับจากนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี จึงอยากให้มั่นใจได้ว่า มูลนิธิฯยังได้ดำเนินงานต่อบนเงื่อนไขที่จะไม่แสวงหาผลกำไร
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ กทม.มีการอนุมัติช่วยเหลือเงินอุดหนุนแก่หอศิลป์ ในปี 2564 เพียงค่าน้ำ–ค่าไฟ ทำให้หอศิลป์ต้องมี การระดมทุน ซึ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมามีการจัดนิทรรศการ POSTCARD FROM A STRANGER เปิดให้ชมและแลกโปสการ์ดเขียนให้กำลังใจ แนวคิดเริ่มแรกเราต้องการส่งต่อความหวังให้กันหลังจากผ่านวิกฤติโควิด แต่มีการสื่อสารว่า หอศิลป์จะปิดตัว น้อง ๆ หลายคนเลยมาเขียนโปสการ์ดเพื่อให้กำลังใจ สิ่งนี้ทำให้ยอดผู้เข้าชมอาทิตย์นั้นมีมาหลายหมื่นคน ขณะที่ในเดือน มี.ค. เริ่มมี แคมเปญในการระดมทุน ผ่านโครงการ Art in Postcards ที่เชิญศิลปิน 12 คน มาร่วมออกแบบโปสการ์ด ถ้าบริจาค 50 บาท จะรับโปสการ์ด 1 ใบ โดยวางแผนว่า แต่ละเดือนจะออกแบบ 2 เวอร์ชั่น ในเดือนแรกหลังเปิดจอง มีคนที่จองจนเต็มหมดแล้ว.

