กทม. จัดระบบ Home Isolation หรือ การแยกกักรักษาตัวที่บ้าน สำหรับผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียวที่มีอาการเล็กน้อย พร้อมให้ความดูแลรอบด้าน ทั้งอาหารและยา รวมถึงทีมแพทย์ติดตามอาการ สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยมีผู้ป่วยที่ทำ Home Isolation รักษาหายแล้วกว่า 5 หมื่นราย
พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรณีผู้ป่วยสมัครใจแยกกักตัวในบ้านหรือที่พักอาศัยของตนเอง หรือ Home Isolation ระหว่างรอเข้ารักษาในโรงพยาบาล จะต้องผ่านการพิจารณาและวินิจฉัยจากแพทย์ว่าสามารถรักษาตัวที่บ้านได้ โดยจะต้องเป็นผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการ ไม่มีภาวะอ้วน ไม่มีโรคประจำตัว และไม่เป็นผู้สูงอายุ
“ขอให้มั่นใจว่าผู้ป่วยที่เข้าระบบการรักษาแบบ Home Isolation จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง มีการให้ยาเพื่อระงับความรุนแรง เช่น ยาฟ้าทะลายโจร หรือยาฟาวิพิราเวียร์ ในระหว่างการแยกกักตัวที่บ้าน จะมีเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ อาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (อสส.) คอยดูแลและประเมินอาการผู้ป่วยทุกวัน มีการตรวจวัดค่าออกซิเจน และให้ยาตามอาการ ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง จะรีบนำส่งเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าว
จากข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ระบุว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ในกรุงเทพฯ ซึ่งเข้าระบบ Home Isolation หรือการแยกกักรักษาตัวที่บ้าน มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 93,610 คน อยู่ระหว่างการรักษา จำนวน 30,835 คน รักษาหายแล้ว จำนวน 54,318 คน และผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อเข้ารักษาในโรงพยาบาล จำนวน 8,374 คน
โดยกรุงเทพฯ มีหน่วยบริการ หรือโรงพยาบาลที่ให้บริการในระบบ Home Isolation ได้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง คลินิกชุมชนอบอุ่น และคลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง 188 แห่ง โรงพยาบาลขนาดเล็ก 2 แห่ง โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร 8 แห่ง หน่วยงานจิตอาสา 3 แห่ง และโรงพยาบาลอื่นอีกกว่า 30 แห่ง ที่สามารถรองรับผู้ป่วยในระบบ Home Isolation ได้กว่า 1 แสนราย
โรงพยาบาลสิรินธรก็เป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลที่เข้าร่วมระบบการรักษาแบบ Home Isolation ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียว เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พญ. คัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิรินธร ระบุว่า ขั้นตอนการรักษาของโรงพยาบาลสิรินธร จะพยายามให้ผู้ป่วยทุกคนเข้าระบบการรักษาอย่างรวดเร็ว การตรวจโควิด-19 ของโรงพยาบาลจะตรวจด้วย Antigen Test Kit (ATK) สามารถทราบผลตรวจได้อย่างรวดเร็วภายใน 30 นาที และตรวจซ้ำด้วยการตรวจแบบ RT-PCR ซึ่งจะทราบผลตรวจภายใน 2-3 วัน เพื่อเป็นการยืนยันผลตรวจของผู้ป่วยให้มั่นใจมากขึ้น
“เมื่อทราบผลตรวจแล้ว หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการเล็กน้อย และยินยอมที่จะเข้ารับการรักษาในระบบ Home Isolation โดยที่พักอาศัยของผู้ป่วยต้องมีความสะดวกต่อการกักตัวอยู่ที่บ้าน โรงพยาบาลก็จะนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาแบบ Home Isolation โดยโรงพยาบาลจะจัดเตรียมอาหารให้กับผู้ป่วยได้บริโภคเพียงพอสำหรับ 10–12 วัน หากผู้ป่วยไม่มีผู้ดูแล หรือไม่สามารถมารับอาหารและยาจากโรงพยาบาลได้ โรงพยาบาลจะประสานสำนักเทศกิจ จัดส่งอาหารและยาให้ เพื่อรักษาอาการเบื้องต้นต่อไป และมีพยาบาลคอยติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจนครบ 15 วัน หากผู้ป่วยมีอาการแย่ลง เจ้าหน้าที่จะรีบนำตัวเข้ามารักษาในโรงพยาบาลทันที” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิรินธร กล่าว
สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในระบบ Home Isolation กับโรงพยาบาลสิรินธร มีจำนวนทั้งหมด 1,350 คน ( ข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ) ขณะนี้เหลือผู้ป่วยที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในระบบประมาณ 700 กว่าคน โดย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิรินธรระบุว่า การรักษาตัวด้วยระบบ Home Isolation เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย มีที่พักอาศัยสะดวกต่อการกักตัว และการรักษาในระบบดังกล่าว สามารถรักษาให้หายได้ เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ขณะที่ นพ. คณิน มธุรส ณ พัทลุง หัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ชุมชน โรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยด้วยระบบ Home Isolation ว่า ข้อดีของการเข้ารับการรักษาในระบบนี้ ผู้ป่วยจะมีความเครียดและความกังวลใจน้อยลง เมื่อเทียบกับการรักษาตัวอยู่ที่ศูนย์พักคอยฯ หรือโรงพยาบาล อีกทั้งยังช่วยเพิ่มทรัพยากรในเรื่องเตียงของโรงพยาบาลให้มีเพียงพอกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอีกด้วย
พว. ศิริวรรณ ทับศรีนวล พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลสิรินธร ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย อายุประมาณ 20 – 50 ปี ส่วนใหญ่ต้องการรับการรักษาในระบบ Home Isolation เพราะการแยกกักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน มีความสะดวกสบายกว่าที่ศูนย์พักคอยฯ และโรงพยาบาล ที่สำคัญคือมีระบบการติดตาม คอยดูแลผู้ป่วย และประเมินอาการอย่างใกล้ชิด มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากศูนย์พักคอยฯ หรือโรงพยาบาล
และเพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น เมื่อต้องแยกกักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน กรุงเทพมหานคร โดยสำนักอนามัย ได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล จัดทำระบบการดูแลแยกกักรักษาตัวที่บ้าน Home Isolation ผ่านการแพทย์ทางไกล (AMED Telehealth for Home Isolation) ที่ชื่อว่า ‘BKK HI Care’ ทำให้การสื่อสารและดูแลผู้ป่วยผ่านการแพทย์ทางไกล มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย โดยแพทย์จะสามารถติดต่อกับผู้ป่วย ผ่านทาง LINE OA เพื่อสอบถามอาการป่วยในแต่ละวัน
นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากจิตอาสาในหลายภาคส่วนที่เข้ามาร่วมปฏิบัติงาน ด้านการจัดส่งอาหารให้กับผู้ป่วย โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมภัตตาคารไทย และบริการเดลิเวอรี่จาก Skootar อีกทั้งยังมีการจำแนกประเภทอาหารอย่างชัดเจน เช่น อาหารฮาลาลสำหรับชาวมุสลิม อาหารมังสวิรัติ อาหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งจะมีการปรับให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ครอบคลุมทั้ง 50 เขต รวมถึงการจัดส่งยา หรืออุปกรณ์แรกรับสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน มีเอกสารคำแนะนำส่งไปให้ถึงบ้าน เช่น วิธีการวัดไข้ วัดออกซิเจน รวมถึงเอกสารเพื่อบันทึกอาการในแต่ละวัน
พร้อมกันนั้นยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล ไปรษณีย์ไทย อาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (อสส.) จิตอาสาพระราชทาน ส่งยาและอาหารให้ผู้ป่วย รวมจำนวนหน่วยบริการทั้งหมดในกรุงเทพฯ กว่า 200 แห่ง สามารถดูแลผู้ป่วยได้สูงถึง 80,000 – 100,000 คน
นายยุทธศักดิ์ สีดา หนึ่งในผู้ป่วยโควิดที่เข้ารับการรักษาด้วยระบบ Home Isolation พร้อมครอบครัวและหายป่วยแล้ว กล่าวว่า จากการเข้ารับการรักษาด้วยระบบ Home Isolation กับโรงพยาบาลสิรินธร เป็นการรักษาที่สะดวก และมีประสิทธิภาพมาก โดยในแต่ละวันจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังสามารถติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลาเมื่อเกิดปัญหา และตนเองก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดจนหายป่วย ปัจจุบันตนและครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว
ต้องยอมรับว่า ระบบการกักรักษาตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งประชาชนสามารถมั่นใจได้ และหากผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียวที่ต้องการเข้าสู่ระบบ Home Isolation สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 1330 ต่อ 14 และสายด่วนโควิด 50 เขต เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสอบสวนโรค ประเมินอาการเบื้องต้น และดำเนินการส่งเข้าระบบเพื่อรักษาต่อไป

