วันที่ 25 มี.ค. 65 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ จัดงาน 1,000,000 ก้าว #เราทำได้ เพื่อนำเสนอนโยบาย เปลี่ยนกรุงเทพฯ #เราทำได้ ซึ่งดำเนินรายการโดย ปริญญ์ พานิชภักดิ์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองหัวหน้าพรรค และนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย เลขาคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ ดร.ภญ.สุชาดา เวสารัชตระกูล ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางเขน ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร โดยกล่าวว่า วันนี้ตนได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่จากพรรคประชาธิปัตย์ ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมา ผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 คน ได้ลงพื้นที่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ผู้สมัครหลายคนได้พูดคุยกับพ่อแม่พี่น้องมาแล้ว ไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ทำงานเพียงแค่วันนี้ หรือพรุ่งนี้เท่านั้น แต่พวกเราทำงานด้วยหัวใจ และทำงานมาโดยตลอด เข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสถานการณ์ โควิด 2-3 ปี ที่ผ่านมา พวกเราไม่สามารถนิ่งเฉยกับปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้ได้ เพราะบางปัญหาต้องทำทันที
ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะมาทำหน้าที่เป็น ส.ก. เพื่อผลักดันนโยบายที่ทำได้จริง ไม่ขายฝัน แก้ปัญหาปากท้อง กระตุ้นเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข สร้างอากาศดีให้คนกรุงเทพฯ แต่การขับเคลื่อนกรุงเทพฯ นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือ ระหว่าง ส.ก. ทั้ง 50 คน และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของเรา เพื่อทำงานด้วยกันอย่างมีวิสัยทัศน์ มีนโยบายที่สอดคล้องกัน ทำงานเป็นทีม เพื่อเดินหน้ากรุงเทพฯ
“ถ้าย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม มีอธิการบดีคนหนึ่ง สร้างโรงพยาบาลที่ผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยคนไทย 100% ใช้เองเป็นฝีมือคนไทย พวกเราทุกคนมีความรู้สึกดีใจ แต่ก็รู้สึกว่า เขาจะออกจาก Safe Zone นั้นหรือไม่ แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ทำให้พวกเราทั้ง 50 คน และคนกรุงเทพฯ อีกมากมายกลับมามีความหวัง กลับมาเชื่อมั่นว่า ผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ชื่อ สุชัชวีร์ จะมาเป็นฮีโร่ กอบกู้มาเปลี่ยนแปลงวิกฤติของคนกรุงเทพฯ ร่วมกับพวกเราทั้ง 50 คน และคนกรุงเทพฯ ทุกๆ คน” ดร.ภญ.สุชาดา ตัวแทน ส.ก. 50 เขตกล่าว
พร้อมกับเพิ่มเติมว่า สำหรับว่าที่ ผู้สมัคร ส.ก. 50 คน พวกเรามีความหวังและความเชื่อในสิ่งที่ “พี่เอ้” พูดกับพวกเราทุกคนในการลงพื้นที่ทั้ง 50 เขต โดยได้บอกกับพวกเราว่า “ผมจะลงคุยกับชาวบ้านกับทุกๆ คน ทุกๆ เขตทั้ง 50 เขต ของกรุงเทพฯ เพื่อรับฟังและเห็นปัญหานั้นด้วยตาและแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยสมองและหัวใจ” ซึ่งทั้งหมดได้ถูกรวบรวมออกมาเป็นนโยบายที่ร่วมกันคิดระหว่าง ศ.ดร.สุชัชวีร์ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 คน พร้อมกับเชื่อมั่นว่านโยบายพรรคประชาธิปัตย์ และ ศ.ดร.สุชัชวีร์ ที่ผ่านการลงพื้นที่ลงเดินรับฟังปัญหาด้วยตัวเองจะสามารถแก้ปัญหาเดิมๆ ที่สะสม อัดอั้นตันใจคนกรุงเทพฯ มาเป็นเวลานานได้จริง
“คำพูดที่ว่า แก้ไม่ได้หรอก ไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอก กี่ปีก็แบบนี้ มารวมกับพวกเรา ร่วมกับพี่เอ้ มาร่วมเปลี่ยนกรุงเทพฯ ไปด้วยกัน พวกเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจเกินร้อย ที่จะทำงานให้พี่น้องประชาชนอย่างสุดความสามารถ และด้วยหัวใจของพวกเรา 50+1 ดวง” ดร.ภญ.สุชาดา ตัวแทนผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาธิปัตย์กล่าว

หลังจากนั้น ศ.ดร.สุชัชวีร์ ขึ้นมานำเสนอนโยบาย เปลี่ยนกรุงเทพฯ #เราทำได้ โดยกล่าวว่า จากวันที่ 13 ธันวาคม 2564 ที่ได้ประกาศตัวลงสมัคร พร้อมกับประกาศวิสัยทัศน์ เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสวัสดิการที่ทันสมัย ต้นแบบอาเซียน จากวันนั้นถึงวันนี้ ตนและทีมงานได้ลงพื้นที่ครบ 50 เขต และก้าวเดินไปมากกว่า 1 ล้านก้าวแล้ว แม้จะมีก้าวพลาดไปบ้างสะดุดไปบ้าง บางคนหกล้ม ตนขาพลิก ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ เมื่อไหร่จะไปเอาคืน ทำให้ดีเลย
ซึ่งจากการเดินครบทุกเขต ได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งภาพสะเทือนใจ และเห็นว่ากรุงเทพฯ มีปัญหาหนักกว่าที่เคยคิด ตนได้เห็นคุณแม่นั่งร้องไห้เพราะลูกติดโควิด ไม่รู้จะทำยังไง เป็นครั้งแรกของชีวิตที่เห็นคนเสียชีวิต ต่อหน้าต่อตา เพราะได้รับการดูแลล่าช้า พร้อมกับตระหนักว่า เรื่องผู้สูงอายุ เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องจริง ในทุกบ้าน ตั้งแต่บ้านมีรั้ว คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ ไปจนถึงชุมชน ที่ผู้สูงอายุในชุมชนไม่ได้ติดเตียงเพราะไม่มีเตียงให้ติด ต้องนอนติดเสื่อตามลำพัง ได้เห็นศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสังกัด กทม. 292 แห่ง ต้องพึ่งพาอาศัยเงินต่อหัวเพียง 20 บาท ได้เห็นครูพี่เลี้ยงทำกับข้าวส่งเด็กๆ ดูแลในช่วงโควิด ไม่เคยคิดว่า เด็กๆ กทมได้รับการดูแลเพียงเท่านี้ ได้เห็นโรงเรียนกทม.ที่ครูมีความตั้งใจโรงเรียน 437 แห่งอยู่ใกล้บ้าน แต่ครูไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ บางโรงเรียนไม่มีงบประมาณ แม้แต่จะซื้อลูกโลกเล็กๆ เพื่อสอนวิชาภูมิศาสตร์ได้ ได้เห็นพี่น้องประชาชน ตั้งแต่เกิด-อยู่-เรียนหนังสือ และตายข้างคลองน้ำครำ ไร้การเยียวยา ตนได้เห็นร่องรอยน้ำท่วม น้ำทะเลหนุนที่สูงขึ้นทุกวันจนไม่รู้ว่า วันใดคนกรุงเทพฯ จะไร้ที่อยู่ และได้เห็นทางขาด ฟุตปาทยุบ ถนนทรุดตลิ่งพัง และหากตนไม่มีทีมผู้สมัคร ส.ก. แต่ละเขต เดินนำพาเดินลงพื้นที่ไปดูปัญหาอย่างใกล้ชิด อย่างถ่องแท้ก็ไม่มีใครทราบว่ากรุงเทพฯ นั้นหนักหนาสาหัส ขนาดนี้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องขอบคุณทีมผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ที่พร้อมใจอยู่ด้วยกันเพื่อประกาศให้เห็นว่า 1 ล้านก้าว ที่ผ่านมามีความหมายจริงๆ
ขณะที่กรุงเทพฯ มีปัญหาหนักหนาสาหัส แต่ตนยังได้เห็นความหวัง พร้อมกับยกตัวอย่าง ที่เขตภาษีเจริญ ผู้สมัคร ส.ก. นายสุธา นิติภานนท์ ได้พาไปดูชุมชนเลิศสุขสม ที่เปลี่ยนกองขยะใต้สะพานเป็นศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุ และเป็นที่ตั้งวิสาหกิจชุมชน ที่เขตห้วยขวาง นายปวิช พรหมทอง ผู้สมัคร ส.ก. พาไปเห็นชุมชนทับแก้วเปลี่ยนที่ว่างใต้ทางด่วนเป็นที่สอนเทควันโดเด็ก เพื่อดึงเด็กออกจากเกม ทำให้มีสุขภาพร่างกายและมีวินัยโดยสมบูรณ์ นายสิทธิวัฒน์ ชีรวินิจ ผู้สมัคร ส.ก. เขตดินแดง ได้พาไปที่แฟลตดินแดง พบว่าใต้ถุนแฟลตดินแดงได้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน ทุกคนสามารถเข้าถึงชีวิตที่มีคุณภาพได้ นางผุสดี วงศ์กำแหง ผู้สมัคร ส.ก.เขตราชเทวี เดินนำตนไปที่ชุมชนติดทางรถไฟ ที่มีโรงเรียนที่ดูแลเด็กเล็กด้วยการเงินของผู้ปกครองเพียง 40 บาท สามารถดูแลเด็กเล็กอย่างมีคุณภาพสูงได้ ที่เขตหนองแขม ทวีวัฒนา นำโดย ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี และ นายประเวช แสวงสุข ผู้สมัคร ส.ก. พบว่าชาวบ้านได้เปลี่ยนพื้นที่ไม่กี่ไร่แปลงเป็นสวนเกษตรมีรายได้ครอบครัวละเป็นแสน

ขณะที่เขตหนองจอกซึ่งเป็นที่มีพื้นที่มากที่สุด น.ส.ณัฐิดา เตาเฟ็ส ผู้สมัคร ส.ก. ได้เปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็นโรงเรียนสอนชกมวยดาด้ายิม มีลูกศิษย์หลายคนเป็นเด็กกำพร้าให้ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ฝึกกีฬา กลายเป็นอนาคตของประเทศ นอกจากนี้ที่โซนกรุงธนฯ ใต้ นายสารัช ม่วงศิริ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางขุนเทียน นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางบอน นายศิริชัย เกียรติศิริลักษณ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตจอมทอง นายชยิน พึ่งสาย ผู้สมัคร ส.ก.เขตทุ่งครุ นายสุนทร ทุ้ยมาก ผู้สมัคร ส.ก.เขตราษฎร์บูรณะ ทุกคนล้วนขยันและทุ่มเท ทั้งหมดได้ทำให้เห็นว่าพลังชุมชน “บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน คือหัวใจ พลังที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ และสายใยชุมชนก็เปลี่ยนกรุงเทพฯ เราทำได้
“50 เขต 1 ล้านก้าว นอกจากได้เห็นภาพสะเทือนใจ ได้เห็นปัญหาหนักหนาสาหัส แต่ก็ทำให้ได้เห็นว่ากรุงเทพฯ ยังมีความหวังมีพลังว่าเป็นกรุงเทพฯ เราทำได้ และเราที่ว่า หมายถึงตัวผู้ว่าฯ บุคลากรเจ้าหน้าที่ กทม. และประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันทำงานเพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ” ศ.ดร.สุชัชวีร์กล่าว
พร้อมกับได้แสดงวิสัยทัศน์ “กรุงเทพต้องเป็นเมืองสวัสดิการที่ทันสมัยต้นแบบอาเซียน” พร้อมกับเสนอนโยบายหลัก 2 ด้าน คือ เปลี่ยนชีวิตคน-เปลี่ยนเมือง ที่เป็นนโยบายหลักที่ผ่านการคิดและกลั่นกรองร่วมกับทีมงานที่มีความรู้ และประสบการณ์อย่างแท้จริง ทั้งที่เป็นคนไทยที่อยู่ในประเทศไทย และคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศจำนวนมาก
นโยบายเปลี่ยนชีวิต คนกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 3 เรื่อง
1. เงินเต็มบ้าน งานเต็มมือ
– “จัดทำกองทุนเพื่อการจ้างงานชุมชน“ สร้างอาชีพ สร้างโอกาส เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในฐานราก
– “คนกรุงเทพฯ ต้องใช้อินเทอร์เน็ตฟรี“ เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นรากฐานความเท่าเทียม ด้วยการติดตั้ง 150,000 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ความเร็ว 1,000 MB เพื่อให้เข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
– “12 เทศกาลใหญ่ 50 เทศกาลเขต“ จัดเทศกาลระดับโลก 12 เทศกาลตลอดทั้งปี และเทศกาลเขต 50 ครั้ง ใน 50 สัปดาห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สร้างรายได้ในทุกพื้นที่
2. หมอมี สาธารณสุขดี ใกล้บ้าน
– เพิ่มอุปกรณ์การแพทย์ทันสมัย ศูนย์สาธารณสุขใกล้บ้าน
– ศูนย์สาธารณสุขมีแพทย์เฉพาะทาง 3 วันต่อสัปดาห์
– ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินทันสมัย
3. โรงเรียนดี ใกล้บ้าน
– 50 เขต 50 โรงเรียนต้นแบบ
– เรียน 3 ภาษา สนับสนุนดนตรี กีฬา และวิชาอนาคต
– อาหารดี มีคุณภาพ
ส่วนนโยบายเปลี่ยนเมือง ประกอบด้วย
1. แก้ปัญหาจราจรเบ็ดเสร็จ
– แก้รถติดด้วยคอมพิวเตอร์ AI
– ขอคืนผิวทางจราจรทำทางเท้าได้มาตรฐานสากล
– บังคับใช้กฎจราจรเข้มข้น เท่าเทียม
– สร้างทางจักรยานลอยฟ้า
2. แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำเน่า น้ำหนุน ซ้ำซาก
– แก้น้ำท่วมด้วยแก้มลิงใต้ดิน แก้ปัญหาน้ำรอระบาย ด้วยการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงใต้ดินบริเวณสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เมื่อฝนตก น้ำฝนจะระบายไปกักเก็บในแก้มลิงใต้ดิน ลดปริมาณน้ำบนพื้นผิวถนนทันที และสูบออกหลังฝนหยุด
– ใช้ปั๊มไฟฟ้า และประตูระบายน้ำอัตโนมัติ
– เริ่มโครงการป้องกันน้ำทะเลหนุนแม่น้ำเจ้าพระยา
3. เปลี่ยนเมืองให้ปลอดภัย น่าอยู่
– จัดการอาคารก่อสร้างไร้ความรับผิดชอบ
– ประกาศสงครามกับฝุ่นพิษ PM 2.5
– ปฏิวัติระบบจัดเก็บขยะ ทั้งวิธีการและระบบคัดแยกขยะ จัดเก็บให้ทันเวลา ไม่ให้ขยะตกค้าง
– สร้างสวนสาธารณะฉบับกระเป๋า

“ผู้ว่าฯ กทม. มีเวลาเพียง 4 ปี ถ้าไม่โฟกัส ไม่มีหลักยึด 4 ปีแป๊บเดียว ทำให้กรุงเทพฯ เสียโอกาสมากมาย นโยบายของเราต้องโฟกัสในการเปลี่ยนชีวิตคนและเปลี่ยนเมือง ผมอยากขอบคุณพี่น้องประชาชนทั้ง 50 เขต ที่ผมและทีมงานเดินมามากกว่า 1 ล้านก้าว ผมขอบคุณที่ท่านได้พาผมไปเห็นปัญหา และให้โอกาสผมได้เรียนรู้จากท่าน ผมจะเป็นผู้ว่าฯ ของคนกรุงเทพฯ ทุกคน ขอบคุณเจ้าหน้าที่ กทม. ที่เล่าความจริงให้ฟัง ขอบคุณเจ้าหน้าที่สำนักระบายน้ำทุกคน เจ้าหน้าที่โยธา ที่เล่าความจริงให้ผมได้เห็น ให้ผมได้สัมผัส ผมตั้งใจว่าจะเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่จะไม่นั่งเซ็นแฟ้มติดที่ดินแดง แต่จะต่อสู้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าหน้าที่ คน กทม. ทุกระดับ ผมจะทวงศักดิ์ศรีของเจ้าหน้าที่ กทม. ทุกคน ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ กทม. ทำงานเต็มที่ และสามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ใน 4 ปีนี้” ศ.ดร.สุชัชวีร์กล่าวในที่สุด.