
ไม่เพียงการแพร่ระบาดอย่างหนักหน่วงของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเท่านั้น ที่ทำร้ายสุขภาวะของคนไทยและผู้คนทั่วโลก ทว่า ยังมี ‘โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง’ หรือ NCDs ที่นอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบถึงครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติที่จะต้องสูญเสียงบประมาณปีละมหาศาล เนื่องจากโรคติดเชื้อส่วนมาก เมื่อหายแล้วอาจสามารถกลับฟื้นขึ้นมีสุขภาวะดีดังเดิมได้ แต่ NCDs ไม่ใช่เช่นนั้น

ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบตัน หลอดเลือดสมอง ถุงลมโป่งพอง มะเร็ง และโรคอ้วน
คือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบบ่อยมาก
การป้องกัน คือ คำสำคัญก่อนเกิดโรคซึ่งคนจำนวนมากยังเข้าใจว่าโรคดังกล่าวเกิดจากพฤติกรรม แต่แท้จริงแล้ว ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ล้วนมีส่วนร่วมด้วย เช่น การอยู่ในบริบทสังคมเมือง และสังคมชนบท
การสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนด้วยการให้ความรู้ด้านสุขภาวะอย่างเดียวแก่ประชาชนอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้าง ‘ความรอบรู้ทางสุขภาวะ’ ด้วย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อังสนา บุญธรรม หัวหน้าภาควิชาอนามัยชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ในสังคมพลวัตที่ไม่เคยหยุดนิ่งนี้ พบว่าในเมือง และชนบท มีความแตกต่างกัน เนื่องจากผู้คนมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมเมืองในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ และอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ผู้คนส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของ ‘ประชากรแฝง’ ที่ทำงานในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้มีความเป็นชุมชนอย่างแท้จริง เหมือนสังคมในชนบท
ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาวะสำหรับประชากรในกรุงเทพฯ หากจะรอคอยแต่ให้รัฐเข้ามาดำเนินการแต่ฝ่ายเดียวคงไม่เพียงพอ จะต้องผลักดันให้ทุกองค์กรเกิด Health Literate Organization หรือองค์กรแห่งการเรียนรู้สุขภาวะ เพื่อให้เกิดความรอบรู้ทางสุขภาวะ และต่อยอดขยายผลสู่ครัวเรือนและสังคมรอบข้างต่อไปอย่างยั่งยืน
“แนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาวะสามารถเริ่มต้นด้วยการสำรวจสุขภาวะของคนในองค์กรให้ได้ทราบผลโดยทั่วกัน เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงปัญหาทางสุขภาวะว่า ส่วนใหญ่มีปัญหาในเรื่องใด ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางสุขภาวะร่วมกันได้อย่างตรงจุด เช่น จากผลสำรวจพบว่าคนในองค์กรส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องโรคเบาหวาน หรือภาวะน้ำตาลเกิน ก็อาจจัดให้มีการตั้งกลุ่มเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องประสบการณ์การควบคุมภาวะน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ และทำกิจกรรมร่วมกันตามความสนใจ เช่น กิจกรรมประกอบอาหารน้ำตาลต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม จากการสามารถคิดค้นสูตรอาหารใหม่ๆ ที่ต่อยอดให้เกิดการสร้างรายได้ต่อไป” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อังสนา กล่าว
หัวหน้าภาควิชาอนามัยชุมชน แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ยังระบุด้วยว่า การสร้างปัจจัยแวดล้อมเพื่อการส่งเสริมสุขภาวะก็เป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น หากคนในองค์กรส่วนใหญ่เป็นโรคความดันโลหิตสูง รับประทานอาหารที่เค็มจัดไม่ได้ในขณะที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ในองค์กรยังคงขายแต่อาหารที่อุดมไปด้วยโซเดียม ก็อาจไม่สามารถนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้ เนื่องจากชีวิตของคนกรุงเทพฯและคนเมืองเต็มไปด้วยความเร่งรีบ จนผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาประกอบอาหารรับประทานเอง ต้องรับประทานอาหารสำเร็จรูปนอกบ้าน ซึ่งยากต่อการควบคุมปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมันให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายแต่ละคน
“โซเดียมในอาหาร ไม่ได้วัดกันแต่ปริมาณเกลือ หรือน้ำปลาที่เติมลงไปในอาหาร แต่รวมถึงผงปรุงรสซึ่งคนส่วนใหญ่อาจนึกไม่ถึงว่าจะทำให้ร่างกายรับโซเดียมมากเกินเพียงใดด้วย ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้มีร้านอาหารในองค์กรเพื่อสุขภาพ ลดเค็ม ลดหวาน ลดไขมัน มีอาหารประเภทผัก และผลไม้จำหน่ายมากขึ้น”
ความรู้ความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ ทางภาควิชาอนามัยชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหิดล มุ่งหน้าขับเคลื่อนผ่านกระบวนการในการพัฒนาคน และพัฒนาสังคมเพื่อให้คนในชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้ทางด้านสุขภาวะ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นอกจากการให้นักศึกษาได้ออกไปฝึกงานในชุมชนแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้
สามารถเป็นที่พึ่งทางสุขภาวะให้กับตัวเองต่อไปอย่างยั่งยืนอีกด้วย
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

