วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2026
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ติดต่อเรา
  • แผนผังเว็บไซท์
  • Login
กรุงเทพมหานคร
  • กรุงเทพมหานคร
  • ข่าว
  • กิจกรรม
  • หางาน
  • ธุรกิจ
  • ร้านค้า
  • วิถีชีวิต
    • คนสำคัญ
  • สถานที่ท่องเที่ยว
  • สถานศึกษา
  • ผู้สนับสนุนเว็บ
  • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
  • กรุงเทพมหานคร
  • ข่าว
  • กิจกรรม
  • หางาน
  • ธุรกิจ
  • ร้านค้า
  • วิถีชีวิต
    • คนสำคัญ
  • สถานที่ท่องเที่ยว
  • สถานศึกษา
  • ผู้สนับสนุนเว็บ
  • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
กรุงเทพมหานคร
No Result
View All Result
Home ข่าว

คนกรุงเทพฯเลือกผู้ว่าอย่างไร? (5)

กรุงเทพ by กรุงเทพ
4 ปี ago
in ข่าว
Reading Time: 1min read
158
0
100
SHARES
199
VIEWS
Share on FacebookShare on TwitterSent to LINE friend

ทวี สุรฤทธิกุล

คนกรุงเทพฯอาจจะเดาใจยาก แต่ก็เข้าใจง่ายเมื่อพวกเขาจะเลือกใคร นั่นเป็นเพราะอะไร?

สิ่งที่คนกรุงเทพฯใช้ในการตัดสินใจทางการเมือง(ระยะหลังก็รวมถึงการเมืองในระดับประเทศด้วย)นั่นก็คือ “อารมณ์” ที่ผู้เขียนเคยอ่านพบในตำราฝรั่ง ซึ่งเขาเรียกว่า Emotional Politics หรือ “การเมืองเชิงอารมณ์” โดยมี 2 อารมณ์หลัก คือ อารมณ์รักกับอารมณ์เกลียด ซึ่งแต่ละอารมณ์ก็จะมีลำดับขั้นตามความหนักเบาของแต่ละอารมณ์นั้น นั่นก็คือ รักแค่สนใจ รักด้วยความเอาใจใส่ จนถึงรักอย่างหลงใหลคลั่งไคล้ ทำนองเดียวกัน ความเกลียดก็มีตั้งแต่ ไม่อยากสนใจ รังเกียจและโจมตี จนถึงอาฆาตเคียดแค้น

ตอนที่คนกรุงเทพฯเลือกพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปี 2528 เพียงแค่คู่แข่งคือนายชนะ รุ่งแสง จากพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งที่จริงมีคะแนนนำมหาจำลองมาตั้งแต่ต้น) พูดออกมาว่า มหาจำลองนั้นเป็นแค่ “สินค้าแบกะดิน” ก็ได้ไปกระตุก “ต่อมอารมณ์” ของคนกรุงเทพฯเข้าอย่างแรง จนอารมณ์ที่เคยแค่มองว่ามหาจำลองเป็นคนแปลก ๆ หรือรักด้วยความน่าสนใจ ได้กลายเป็นความสงสาร หรือรักอย่างเอาใจใส่ อยากเข้าไปช่วยเหลือ (ภาษาคนเล่นการพนันบอกว่า คนไทยชอบมวยที่เป็นรอง) ที่สุดก็ได้กลายเป็นกระแสความคลั่งไคล้ ทำให้ได้รับคะแนนอย่างท่วมท้น ส่วนนายชนะเมื่อพลาดผิดที่พูดคำ “ด้อยค่า” นั้นออกไป คนกรุงเทพฯที่ส่วนใหญ่เคยเลือกหรือรักพรรคประชาธิปัตย์ ก็เปลี่ยนอารมณ์เข้าสู่โหมดเกลียดชัง และก็ยกระดับขึ้นเป็นการหันไปเป็นศัตรู ที่สุดผู้คนก็เกิดความเคียดแค้นชิงชัง โจมตีนายชนะและพรรคประชาธิปัตย์ว่า ทำไมจึงเล่นการเมืองแบบน่ารังเกียจอย่างนั้น อันนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ของนายชนะดังกล่าว

เช่นเดียวกันกับชัยชนะของนายพิจิตต รัตตกุล ในปี 2539 ก็เป็นด้วย “ความสงสาร” ที่เริ่มจากความตั้งใจจริงของนายพิจิตต ที่พยายามลงเลือกตั้งมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2535 แม้เขาจะแพ้แต่ก็ยังทำงานสาธารณะและรณรงค์เรื่องมลพิษให้กับคนกรุงเทพฯมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มหาจำลอง ที่ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯไปลงเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในปี 2535 แล้วกลับมาลงเลือกตั้งขอเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกครั้งในปี 2539 ด้วยนั้น แม้คนกรุงเทพฯจะไม่ได้มีอารมณ์เกลียดมหาจำลองมากมายนัก แต่ด้วยการที่มหาจำลองได้ออกไปเล่นการเมืองระดับชาติ และก็ได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางความเละเทะของการเมืองใหญ่ พอไม่ประสบความสำเร็จก็หวนคืนมาบริหารกรุงเทพฯ ทำให้คนกรุงเทพฯหลายคนเกิดความสงสัยว่ามหาจำลอง “จะเอาอะไรกันแน่” จนกระทั่งคิดไปว่าน่าจะยังมีผลประโยชน์อะไรให้ได้ “แสวงหา” อยู่ด้วยหรือไม่ ทำให้บางคนเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และบางคนก็เริ่มเบื่อหน่าย ซึ่งเป็นลำดับขั้นแรกของอารมณ์เกลียดชัง จากนั้นก็พัฒนากลายไปเป็นการคุ้ยหาจุดอ่อนต่าง ๆ มาโจมตี กระทั่งบางคนก็ถึงกับโกรธแค้นและไม่เลือกมหาจำลองในที่สุด

ทว่าพอมาถึงการเลือกตั้งในปี 2543 ที่นายพิจิตตไม่ได้ลงเลือกตั้งอีก(ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ได้วิเคราะห์มาในสัปดาห์ก่อน) โดยมีความน่าตื่นเต้นว่าผู้สมัครแต่ละคนล้วนแต่เป็นคนใหญ่ ๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช ที่จะว่าไปแล้วเขาใหญ่เกินกว่าที่จะลดตัวลงมาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะเคยเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้นเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยตรง ดังนั้นการลดตัวลงมาของนายสมัครเพื่อขอรับเลือกตั้งเป็นแค่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงมีคนตั้งข้อสงสัยและวิเคราะห์กันไปมากมาย

ผู้เขียนตอนนั้นเป็นรองคณบดีของสาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ขอทุนจากโครงการวิทยาลัยการเมืองของมหาวิทยาลัย มาทำ “มินิรีเสิร์ช” หรือ “งานวิจัยเล็ก ๆ” เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะหาคำตอบถึงปัจจัยที่คนกรุงเทพฯจะเลือกผู้สมัครแต่ละคน โดยได้ค้นพบคำตอบจากแบบสอบถามที่สำรวจจากลูกศิษย์ของมหาวิทยาลัยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ และเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งนั้น จำนวนราว 500 กว่าคน (แต่มีผู้ตอบแบบสอบถามอย่างสมบูรณ์เพียง 300 คนเศษ) ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีผู้ให้ข้อมูลจำนวนไม่มาก แต่ด้วยระบบการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลอย่างเจาะจง ทำให้ข้อมูลที่ได้ค่อนข้างจะเป็นข้อมูลที่ตอบออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ ของผู้ให้ข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งทำให้ผลการวิจัยออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกับผลของการเลือกตั้ง

ตอนแรกผู้เขียนก็ไม่เชื่อว่านายสมัครจะเป็นผู้ชนะ เพราะผู้เขียนใช้ทฤษฎี “รักหรือเกลียด” ตามตำราฝรั่งที่อธิบายมาข้างต้นนั้น โดยมีความเชื่อส่วนตัวว่าน่าจะมีคนเกลียดนายสมัครมากกว่าคนที่รักนายสมัคร เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ออกมาใช้แล้ว โดยความสำเร็จของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดจากพื้นฐานการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ประชาชนอยากให้มีการปฏิรูปการเมือง โดยปัญหาหนึ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นตั้งหลักการไว้ก็คือ สร้างการเมืองใหม่ที่ใสสะอาด ส่งเสริมให้คนดีเข้ามาสู่การเมือง และกำจัดหรือป้องกันคนไม่ดีให้พ้นไปเสียจากระบบการเมือง ผู้เขียนจึงเชื่อว่าพลังนี้น่าจะยังมีอยู่มากในตอนนั้น โดยที่นายสมัครก็ได้ชื่อว่าเป็น “นักการเมืองที่อื้อฉาว” มาตั้งแต่ครั้งที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลยุคคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ใน พ.ศ. 2519 นั้นแล้ว ซึ่งรัฐบาลชุดนั้นที่ปกครองด้วยเผด็จการทหาร และเป็นยุคที่มีปัญหากับสังคมไทยในหลาย ๆ เรื่อง เพราะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลขวาจัดและปราบปรามพวกฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรง แม้ว่าต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งนายสมัครจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.มาในทุกครั้ง แต่ก็มีการวิเคราะห์กันว่าเป็นเพราะ “พลังอนุรักษนิยม” ยังแข็งแกร่งในสังคมคนกรุงเทพฯบางส่วน และคนกลุ่มนี้มักจะ “เกาะกลุ่มกันตัดสินใจ” โดย “ปักใจ” ในการเลือกผู้แทนราษฎรของเขาไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ในขณะที่พลังก้าวหน้าและคนที่มีความคิดใหม่ ๆ หรือคนรุ่นใหม่ พวกนี้แม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้จับกันเป็นกลุ่มก้อน และมักจะยึดอิสระทางความคิด ทำให้เวลาลงคะแนนนั้นมีการกระจายตัวไปให้ผู้สมัครต่าง ๆ หลาย ๆ คน จนต้องพ่ายแพ้แก่พลังอนุรักษนิยมดังกล่าว

นายสมัครนี้เป็นคนที่พังทฤษฎี “อารมณ์รักหรือเกลียดชัง” โดยสิ้นเชิง แต่ได้สร้างอารมณ์ใหม่แก่สังคมไทย นั่นก็คือ “อารมณ์หมั่นไส้” ที่น่าจะเกิดขึ้นที่ประเทศไทยนี้เป็นแห่งแรก

Tags: newsกรุงเทพข่าวจังหวัด
Previous Post

“ดร.ปิง” ผู้สมัคร ส.ก. เขตสัมพันธวงศ์ ขอร่วมผลักดัน “นโยบายเพื่อไทย 30 บาทถึงที่หมาย” เพื่อคนกรุงเทพฯ

Next Post

'ศิธา' ควง 'หญิงหน่อย' ประกาศดัน กทม. ศูนย์กลาง 'Digital Economy'

กรุงเทพ

กรุงเทพ

กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัดวังงามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย

Next Post
'ศิธา'-ควง-'หญิงหน่อย'-ประกาศดัน-กทม.-ศูนย์กลาง-'digital-economy'

'ศิธา' ควง 'หญิงหน่อย' ประกาศดัน กทม. ศูนย์กลาง 'Digital Economy'

บทความแนะนำ

สยอง! คนขับกระบะส่งพัสดุบริษัทชื่อดังหลับในข้ามเลนพุ่งชนประสานงาปาเจโร่ ดับคารถ 3 ศพ

สาวขาย BMW ซื้อรถไฟฟ้าจดทะเบียนไม่ได้ แจ้ง ตร.แล้ว ล่าสุดศูนย์จำหน่ายติดต่อพารถตรวจ กทม.เดือนหน้า

สุดรันทด! 16 ชีวิตอยู่บ้านหลังเดียวกัน อดมื้อกินมื้อ เด็กบางคนต้องหยุดเรียนหนังสือ

หนุ่มอ้างเป็นผู้กอง บอกโดนแอบถ่ายเปลือยคาห้องน้ำปั๊มน้ำมันลี้ลำพูน คนไม่รู้จัก-ไร้ชื่อในสารบบ!

แม่ทุกข์! ช่างตัดผมผิดทรง ไถหัวลูกสาวจนเกรียน หมดความมั่นใจ-ไม่อยากไปเรียน

เผยไม่พบสติกเกอร์ส่วยติดหน้ารถแล้วบริเวณสถานีตรวจสอบน้ำหนักสรรพยา คาดดึงออกไปหมดแล้ว

ไรเดอร์หัวร้อน เบื่อรถยางรั่ว จุดไฟเผาทิ้งระบายเครียด

ตร.-ปปส.-ทหาร ขยายผลจับแก๊งยานรกยกก๊วน ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด-ไอซ์/คีตามีนอีกอื้อ พร้อมรถ-บ้าน-ที่ดิน เรียบวุธ

สพป.เชียงใหม่เขต3ส่ง”ครูเพชร”ไปช่วยราชการ ร.ร.กทม.ตามประสงค์ หลังแฉกรณีครูประเคนแข้งลงโทษ นร.-เบิกจ่ายเงินบริจาค

ซวยเลย! กระบะถูกปาหินใส่กระจกรถยนต์กลางสี่แยกไฟแดงเมืองอ่างทอง คาดปาผิดคัน

หมวดบทความ

กรุงเทพมหานคร การศึกษา กิจกรรม ข่าว ความงาม/สุขภาพ ค้าปลีก งานพิมพ์ ตรวจหวย ธุรกิจ บริการ ร้านค้า ร้านอาหาร วิถีชีวิต สถานที่ท่องเที่ยว สถานศึกษา สพป.กรุงเทพมหานคร สพม.เขต 1 สพม.เขต 2 อสังหาริมทรัพย์ อาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่/ขนม/ไอศกรีม เอสเอ็มอี แฟรนไชส์ โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนศิลปะและกีฬา โรงเรียนสอนวิชาชีพ โรงเรียนสอนศาสนา โรงเรียนสามัญ โอทอป

เกี่ยวกับเรา กรุงเทพมหานคร



เป็นศูนย์รวมในการนำเสนอข้อมูลเพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในจังหวัด และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะและ ให้คำแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์แก่สมาชิก อีกทั้งยังเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ต่าง ๆ อีกด้วย

Unable to open file!